> || Back

 

เครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว ที่ซื้อมารุ่นแรก
พ.ศ. ๒๔๕๖ - ๒๔๖๑

ในระหว่างเดือน มีนาคม ๒๔๕๔ ถึงต้นเดือน มิถุนายน ๒๔๕๖ ขณะที่ผู้ไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส โดยมีนายทหารบก ๓ คน คือ นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (สุนี สุวรรณประทีป) นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร (หลง สินศุข) นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต กำลังศึกษาวิชาการบินอยู่นั้นทางราชการ ทางราชการก็ได้สั่งซื้อเครื่องบินเป็นครั้งแรก จำนวน ๗ เครื่อง เป็นเครื่องบินแบบเบรเกต์ปีก ๒ ชั้น จำนวน ๓ เครื่อง และ เครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว จำนวน ๔ เครื่อง เข้าไว้ประจำการ และเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้เห็นความสำคัญของการมีเครื่องบินไว้ใช้ประโยชน์ของทางราชการ จึงได้อุทิศทรัพย์ส่วนตัวซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ให้อีก ๑ เครื่อง และได้จาลึกนามไว้ที่เครื่องบินว่า "เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์" จึงทำให้ทางราชการมีเครื่องบินไว้ใช้เป็นครั้งแรกรวม ๘ เครื่อง
  • เครื่องบินเบรเกต์ปีก ๒ ชั้น จำนวน ๔ เครื่อง ประจำการในปี พ.ศ. ๒๔๕๖
  • เครื่องบินนิเออปอรต์ปีกชั้นเดียว จำนวน ๔ เครื่อง ประจำการในปี พ.ศ. ๒๔๕๖


    เมื่อ ๘ มีนาคม ๒๔๕๗ นายพันโท พระเฉลิมอากาศ ได้ขับเครื่องบินแบบนิเออปอรต์ ปีกชั้นเดียว มาร่อนลงสนามบินดอนเมือง นับเป็นปฐมฤกษ์ในวันนั้น

    พระกำแพงเพ็ชร์อัครโยธิน สร้างโรงเก็บชั่วคราวขึ้นที่ตำบลสระปทุม ใช้พื้นที่ซึ่งเป็นราชกกีฑาสโมสรในบัดนี้เป็นสนามบิน
    ๒๙ ธันวาคม ๒๔๕๖ มีการทดลองบินเครื่องบินของแผนกการบินไทย โดยนักบินไทยเป็นครั้งแรกที่สนามราชกีฑาสโมสร ในการนี้เจ้านาย ข้าราชการและประชาชนไปชมอย่างคับคั่ง เจ้านายที่ได้เสด็จไปทอดพระเนตรการบินทดลองในวันนั้น ที่ควรเอยพระนาม คือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดช และพลเอก สมเด็จเจ้าฟ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิศณุโลกประชานาถ เครื่องบินที่ใช้ทดลองบินในวันนั้นเป็นแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว ๓ เครื่อง ใช้เครื่องยนต์โนม ๕๐ แรงม้า ๒ เครื่อง และใช้เครื่องยนต์นิเออปอร์ต ๒๘ แรงม้า ๑ เครื่อง
    ผลการทดลองในวันนั้น ได้มีข่าวปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์สมัยนั้นดังต่อไปนี้
    " ณ เวลา ๗.๓๐ นาฬิกา เครื่องยนต์ของเครื่องบินลำแรกได้ติดเครื่อง และเครื่องบินลำนั้นก็แล่นออกไปข้างหน้า คนดูพากันโห่ร้อง เมื่อเครื่องบินบินขึ้นไปในอากาศและบ้านข้ามสนามม้าไปอย่างรวดเร็ว เครื่องบินลำนั้นเลี้ยวที่ศาลาแดง และนักบินก็บินเวียนสนามม้าและบินข้ามไปลงดิน เครื่องกีดขวางในสนามม้านั้นน่ากลัวอยู่แต่นักบินก็สามารถเลือกที่ลงได้ และเมื่อตอนที่เครื่องบินล่อนลงสู่พื้นดินนั้น เสียงเครื่องยนต์ก็เบาลงจนเงียบ เครื่องบินลำที่สองบินขึ้นสู่อากาศและบินข้ามโรงเรียนพลตำรวจไป แล้วก็เลี้ยวขวา บินหักมุมโค้งอย่างกว้างไปทางศาลาแดง ก่อนที่จะบินกลับมาลงที่สนาม ต่อมาลำที่ ๓ ก็บินขึ้นไปโดยไม่มีเหตุขัดข้องใด ๆ ในการร่อนลงซึ่งนับว่าทำยากที่สุดนั้น ก็มิได้มีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้น

    ๑๓ มกราคม ๒๔๕๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปที่โรงเก็บเครื่องบิน ทอดพระเนตรเครื่องบินแล้ว เสด็จออกประทับยังสนาม เพื่อทอดพระเนตรการบิน นายพันโท หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ พร้อมด้วยนายทหารอีก ๒ นายในชุดของท่าน ได้ขึ้นเครื่องบินถวายตัว และโปรยข้าวตอกดอกไม้ ถวายพระพรชัยมงคล การบินถวายตัวได้ดำเนินไปด้วยความราบรื่นทุกประการ เสร็จแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา แก่นายพันโท หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระเฉลิมอากาศ ๑๘ มิ.ย. ๕๗)
    หน่วยบินของไทย ซึ่งมีระยะกาลแต่เริ่มตั้งไม่นาน มีเค้าว่าจะไพศาลยิ่งขึ้น เพียงระยะเวลา ๑ ปีเศษ ทางราชการก็ดำริเห็นว่า การจะใช้สนามม้าสระปทุมเป็นสนามบินย่อมไม่สะดวกเพราะพื้นที่แคบและเป็นที่ลุ่ม ควรจะหาสถานที่ใหม่ ที่มีบริเวณกว้างขวางและน้ำไม่ท่วม นายพันโท พระเฉลิมอากาศ ได้เป็นหัวแรงสำคัญในการแสวงหาพื้นที่ ที่จะตั้งเป็นสนามบินถาวรต่อไป ท่านได้เลือก ตำบลดอนเมือง ซึ่งเป็นที่เหมาะด้วยประการทั้งปวงเป็นที่ไม่ห่างพระนครมากนัก หน้าน้ำน้ำไม่ท่วม ใช้ทำการบินได้ตลอดปี
    เมื่อนายพันโท พระเฉลิมอากาศ ได้รายงานกระทรวงกลาโหม ๆ มีคำสั่งให้กรมเกียกกายทหารบกจัดสร้างสถานที่ เรือนโรง สนามบิน เมื่อราวต้นปี พ.ศ. ๒๔๕๗ เสร็จเรียบร้อยและได้ย้ายแผนกการบิน พร้อมทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ จากสนามม้าสระปทุมมาที่ใหม่ คือดอนเมือง ตั้งแต่ ๑ มีนาคม ๒๔๕๗ เสร็จเรียบร้อย ๑๘ มีนาคม ๒๔๕๗ ต่อมาอีก ๑๐ วัน คือ ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๗ กระทรวงกลาโหมก็ได้ออกคำสั่ง ยกฐานะแผนกการบินขึ้นเป็นกองบินทหารบก คำสั่งที่ ๑๔๑/๒๖๘๒๖ ลง ๒๗ มีนาคม ๒๔๕๗
    ถ้าจะกำหนกฤกษ์ตามวันเวลาที่ผืนแผ่นดินบริเวณดอนเมือง ได้รับสัมผัสกับเครื่องบินเป็นวาระแรก นับแต่เป็นดอนเมืองมาก็เป็น ๘ มีนาคม ๒๔๕๗ เพราะในวันนั้น นายพันโท พระเฉลิมอากาศ พร้อมกับนายทหารอีก ๒ ท่าน ที่สำเร็จการบินจากประเทศฝรั่งเศษรุ่นเดียวกับท่าน ได้นำเครื่องบิน ๓ เครื่อง มาล่อนลงเป็นปฐมฤกษ์ เปืดสนามบินดอนเมืองในวันนั้น และนายพันโท พระเฉลิมอากาศ นักบินคนแรกของไทย ได้บริหารงานในกองบินทหารบกตั้งแต่นั้นเรื่อยมา ท่านได้พยายามปลุกปล้ำการบินองไทยให้เจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความรู้สึกรับผิดชอบในหน้าที่อย่างแท้จริง ปลงใจในกิจการที่ได้รับมอบอย่างเต็มกำลังความสามารถทีเดียวดังจะเห็นได้ดังต่อไปนี้
    กองบินไทยในระยะแรกเริ่ม มีเครื่องบิน ๘ เครื่อง ต้องบินฝึกกันทุกวัน ก็ต้องชำรุดทรุดโทรมลงทุกที ทั้งเคร่องบินก็ยังเป็นของใหม่เป็นของแปลก ไม่เฉพาะแต่สำหรับคนไทยเท่านั้น แต่สำหรับโลกทีเดียว การซ่อมบำรุง ชิ้นอะไหล่ เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ยังหาไม่ได้เลยในเมืองไทยสมัยนั้น ปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านผู้รับผิดชอบในยุคนั้นจะต้องแก้ จึงมีอยู่มากนัก เช่าว่าการซ่อม จะซ่อมอย่างไร จะเอาอะไรมาซ่อม เครื่ออะไหลรแต่ละอย่าง แต่ละชิ้นต้องซื้อจากต่างประเทศ กว่าจะได้มาก็กินเวลาแรมปีแรมเดือน ไม่เหมือนสมัยปัจจุบันซ่งสมบูรณ์กว่าเป็นอันมาก แต่กระนั้นเครื่องบินบางประเภทยังต้องไปซ่อมนอกประเทศก็ยังมี ฉะนั้น ท่านผู้รับมอบภารกิจในการบินยุคนั้น จำต้องมีวิริยะ และอุตสาหะ สูงมากทีเดียว นายพันโท พระเฉลิมอากาศ ได้ประสบอุปสรรคต่าง ๆ มาตั้งแต่แรกเริ่ม และได้พยายามแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ทั้งได้ตั้งปธิฐานอย่างเด็ดเดี่ยวไว้ว่า
    " เราต้องสร้างเครื่องบินของเราขึ้นใช้เองให้ได้ "


    เมื่อ ๘ มีนาคม ๒๔๕๗ นายพันโท พระเฉลิมอากาศ พร้อมด้วยนายทหารผู้สำเร็จการบินจากประเทศฝรั่งเศษในชุดของท่านอีก ๒ นาย ได้ขับเครื่องบินแบบนิเออปอรต์ ปีกชั้นเดียว มาร่อนลงสนามบินดอนเมือง นับเป็นปฐมฤกษ์ในวันนั้น (เจ็ดสิบสองปี ทอ., หน้า ๑๓.)

    ที่ระลึกกองทัพอากาศ ๕๐ ปี, หน้า ๘-๑๐.

    กิจการบินของไทย เริ่มต้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๔ นายวันเดล เบอร์น ชาวฝรั่งเศส ได้นำเครื่องบินแบบ ออร์วิลล์ ไรท์ ปีก ๒ ชั้น มาแสดงการบินเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่สนามม้าสระปทุม หลังจากนั้นไม่นาน จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหมได้ทรงปรึกษากับ จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบก ถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเครื่องบินไว้ใช้ป้องกันประเทศเหมือนอารยประเทศ ที่เขากำลังเร่งดำเนินการกันอยู่ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงกลาโหมจึงได้ดำริจะจัดตั้ง "แผนกการบิน" ขึ้นเป็นแผนกหนึ่งของกองทัพบก ตั้งแต่นั้นมา และได้ทำการคัดเลือกผู้ที่สมัครไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส โดยมีนายทหารบก ๓ คนที่ได้รับคัดเลือก คือ
  • นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (สุนี สุวรรณประทีป)
  • นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร (หลง สินศุข)
  • นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต
    พลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ
    (นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ)
    (สุณี สุวรรณประทีป)
    นาวาอากาศเอก พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์
    (นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร)
    (หลง สิน-ศุข)
    นาวาอากาศเอก พระยาทะยานพิฆาต
    (นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต)

    นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ นายร้อยเอก หลวงอาวุธลิขิกร นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต เข้ารับการศึกษาหลักสูตรการบินในโรงเรียนการบิน ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยนายพันตรี หลวงศักดิ์ ศัลยาวุธ ฝึกบินกับ เครื่องบินแบบเบรเกต์ ปีกสองชั้น ที่สนามบินวิล์ลาคูเบลย์ เมื่อ ๒ กรกฎาคม ๒๔๕๕ นายร้อยเอก หลางอาวุธลิขิกร และนายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต ฝึกบินกับ เครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว หลังจากจบหลักสูตรการบินแล้ว เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ จึงกลับมาปฏิบัติหน้าที่นักบิน สังกัดแผนกการบินทหารบก โดยอยู่ในบังคับบัญชาของจเรทหารช่าง มีสนามบินอยู่ที่บริเวณสนามราชกรีฑาสโมสรปัจจุบัน


    ภาพโรงเก็บเครื่องบิน ที่สนามบินดอนเมืองฝั่งตะวันตกในอดีต (เจ็ดสิบสองปี ทอ., หน้า ๑๕.)

    ในขณะที่นายทหารทั้งสามกำลังศึกษาวิชาการบินอยู่นั้นทางราชการ ทางราชการก็ได้สั่งซื้อเครื่องบินเป็นครั้งแรก จำนวน ๗ เครื่อง เป็นเครื่องบินแบบเบรเกต์ปีก ๒ ชั้น จำนวน ๓ เครื่อง และ เครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว จำนวน ๔ เครื่อง เข้าไว้ประจำการ และเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้เห็นความสำคัญของการมีเครื่องบินไว้ใช้ประโยชน์ของทางราชการ จึงได้อุทิศทรัพย์ส่วนตัวซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ให้อีก ๑ เครื่อง จึงทำให้ทางราชการมีเครื่องบินไว้ใช้เป็นครั้งแรกรวม ๘ เครื่อง
  • เครื่องบินเบรเกต์ปีก ๒ ชั้น จำนวน ๔ เครื่อง
  • เครื่องบินนิเออปอรต์ปีกชั้นเดียว จำนวน ๔ เครื่อง


    เครื่องบินแบบเบรเกต์ ที่ซื้อมารุ่นแรก


    เครื่องบินแบบนิเออปอรต์ ที่ซื้อมารุ่นแรก

    อันอาจกล่าวได้ว่า กำลังทางอากาศของไทย เริ่มต้นจากนักบินเพียง ๓ คน และเครื่องบินอีก ๘ เครื่องเท่านั้น การบินของไทยในระยะแรก ได้ใช้สนามม้าสระปทุม หรือราชกรีฑาสโมสรในปัจจุบัน เป็นสนามบิน แต่ด้วยความไม่สะดวกหลายประการ บุพการีทั้ง ๓ ท่าน จึงได้พิจารณาหาพื้นที่ ที่มีความเหมาะสมต่อการบิน และได้เลือกเอาตำบลดอนเมือง เป็นที่ตั้งสนามบิน พร้อมทั้งได้ก่อสร้างอาคาร สถานที่โรงเก็บเครื่องบินอย่างถาวรขึ้น เมื่อการโยกย้ายกำลังพล อุปกรณ์ และเครื่องบิน ไปไว้ยังที่ตั้งใหม่เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ กระทรวงกลาโหม จึงได้สั่งยกแผนกการบินขึ้นเป็น "กองบินทหารบก" ซึ่งถือได้ว่า กิจการการบินของไทย ได้วางรากฐานอย่างมั่นคงขึ้นแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นมา กองทัพอากาศจึงถือเอา วันที่ ๒๗ มีนาคม ของทุกปีเป็น "วันที่ระลึกกองทัพอากาศ"

    นับแต่นั้นมา บทบาทของกำลังทางอากาศ ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และมีการพัฒนาอย่างเป็นลำดับ นับตั้งแต่การเข้าร่วมรบ ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ กับพันธมิตรในยุโรป เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ซึ่งทำให้ชื่อเสียงและเกียรติภูมิ ของชาติ เป็นที่ยอมรับ และยกย่อง เป็นอันมาก และทางราชการได้ยกฐานะ กองบินทหารบกขึ้นเป็น "กรมอากาศยานทหารบก" ในเวลาต่อมา กำลังทางอากาศ ได้พัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และเป็นกำลังสำคัญ ในการพัฒนาประเทศชาติทางด้านต่างๆ อันเป็นรากฐาน ของกิจการหลายอย่างในปัจจุบัน อาทิ การบินส่งไปรษณีย์ทางอากาศ การส่งแพทย์ และเวชภัณฑ์ทางอากาศ เป็นต้น

    สนามม้าสระปทุม ใช้เป็นสนามบินในอดีต

    เครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว เป็นเครื่องบินที่เคยเข้าประจำการในโรงเรียนการบิน

    พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ
    เลขที่ ๑๗๑ ถนนพหลโยธิน เขตดอนเมือง กรุงเทพ ฯ ๑๐๒๑๐
    โทร. ๐- ๒๕๓๔- ๑๘๕๓, ๐- ๒๕๓๔- ๒๑๑๓ โทรสาร ๐- ๒๕๓๔- ๑๗๖๔

    กำหนดเวลาเข้าชม
    เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น.เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์
    รถประจำทางที่ผ่าน รถธรรมดา ๓๔, ๓๙, ๑๑๔, ๓๕๖
    รถปรับอากาศ ๓, ๒๑, ๒๒, ๒๔, ๒๕, ๓๔, ๓๙, ๑๑๔, ๓๕๖

    Go Top...กลับไปด้านบน

  • > || Back