[ Map of Thailand ]
dp dmbc kk mp
"สวัสดีครับ มาหาใครครับ กรุณารอสักครู่ครับ เชิญครับ ขอบคุณครับ"
ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม
ว่าด้วย ระเบียบจัดการทางคดี
(ฉบับที่ ๒)
พ.ศ.๒๕๑๑
-----------------------------
โดยเป็นการสมควรเพิ่มเติมข้อบังคับทหารว่าด้วย ระเบียบจัดการทางคดี ที่ ๙๑๐๙๐๙/๒๔๗๗
ลง ๑๓ พ.ย. ๗๗ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งได้ตราข้อบังคับขึ้นไว้ดังต่อไปนี้.-
หมวด ๑
จับ
ฯ ล ฯ
ข้อ ๔. ผู้มีอำนาจจับบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในเวลาปกติ ซึ่งกระทำความผิดอาญาได้ตาม
ข้อบังคับนี้คือ.-
    ก. สารวัตรทหารแห่งมณฑลทหาร หรือจังหวัดทหาร ซึ่งมีหน้าที่รักษาเขตพื้นที่ ๆ ทำการจับนั้น
    ข. ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกจับ
ข้อ ๕. ผู้มีอำนาจจับจะจับโดยพลการ โดยคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือโดยมีผู้ร้องขอก็ได้
ข้อ ๖. ในกรณีที่มีผู้ร้องขอ ผู้มีอำนาจจับจะต้องสอบให้ปรากฏเหตุผล สมควรที่จะจับเสียก่อน เหตุผลนี้จะได้มาจากคำแจ้งความโดยสาบาลตัว หรือพฤติการณ์อย่างอื่นก็ได้
ข้อ ๗. ในการจับ จะปฏิบัติต่อผู้ถูกจับ เสมือนผู้กระทำความผิดมิได้
ข้อ ๘. ห้ามมิให้ใช้วิธีจับเกินกว่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้ผู้มีถูกจับมีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้น
ได้ทันที โดยไม่ต้องมีคำสั่งใดอีก
ข้อ ๙.
ฯ ล ฯ
ข้อ ๑๐. เหตุที่จะจับได้มีดังต่อไปนี้.-
    ก. เมื่อผู้ควรถูกจับ ซึ่งถูกสงสัย โดยมีเหตุอันควรนั้น ไม่สามารถแสดงตัวให้เป็นที่เชื่อถือได้
    หรือเป็นผู้ไม่มีบัตรประจำตัว หรือหนังสื่อสำคัญอื่น ๆ สำหรับแสดงตัวของข้าราชการทหาร
    ข. เมื่อมีคำสั่งของทางข้าราชการทหาร ให้จับผู้ควรถูกจับนั้น
    ค. เมื่อผู้ต้องหาซึ่งมิได้ถูกควบคุมอยู่นั้น ไม่มาตามคำสั่งเรียกหรือตามนัด โดยไม่มีข้อแก้ตัว
    อันควรก็ดี ได้หนีไปก็ดี มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
    โดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ดี
    ง. เมื่อผู้ต้องหา ซึ่งถูกปล่อยตัวชั่วคราวนั้น มิสามารถนำสัญญาประกันให้จำนวนเงินสูง
    กว่าเดิม หรือหาหลักประกันมาเพิ่มหรือให้ดีกว่าเดิมตามบทบัญญัติแห่งข้อบังคับนี้
    จ. เมื่อพบผู้ควรถูกจับ กำลังพยายามกระทำความผิด หรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัย
    ว่าผู้นั้น จะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในกระทำ
    ความผิด
    ฉ. เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ควรถูกจับนั้น ได้กระทำความผิดมาแล้วจะหลบหนี
    ช. เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ควรถูกจับนั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์
    ไว้แล้ว
    ซ. เมื่อผู้ควรถูกจับนั้น ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า คือความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำหรือ
    พบในอาการใด ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าผู้นั้น ได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ
ข้อ ๑๑. ที่ซึ่งทำการจับกุมได้นั้น มีดังนี้.-
    ก. ในที่สาธารณสถาน คือบรรดาที่ต่าง ๆ ซึ่งราชการมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้
    ข. บนถนนหลวง คือที่หรือถนนหรือทางบกต่าง ๆ ซึ่งสาธารณะนั้นมีความชอบธรรมที่จะ
    ใช้เป็นทางสัญจร และนับรวมตลอดถึงทางรถไฟ หรือทางรถรางที่มีรถเดินสำหรับให้คนโดยสาร
    นั้นด้วย
    ค. บนทางหลวง คือบรรดาทางบก และทางน้ำทั่วไป ซึ่งใช้เป็นทางสัญจรสำหรับสาธารณชน
ข้อ ๑๒. ห้ามมิให้จับในที่รโหฐาน คือที่ต่าง ๆ ซึ่งมิใช้ที่สาธารณสถาน ไม่ว่าจะเป็นที่มีเคหสถานหรือ
เป็นที่ว่างเปล่าก็ดี ซึ่งปกติสาธารณชนไม่มีความชอบธรรมจะเข้าไม่ได้เป็นอันขาด เว้นแต่เมื่อที่รโหฐานนั้น
อยู่ในบริเวณบ้านเรือน โรงเรียนของทหาร ในโรงทหารหรือหน่วยทหารพักแรม พักร้อนของทหาร หรือ
ในขณะที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร และการจับนั้นต้องได้รับอนุญาตหรือรับคำสั่งจาก
เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาเหนือรโหฐานนั้น กับต้องได้รับความยินยอมจากผู้ที่
ครอบครองเคหสถานก่อนจับด้วย เว้นแต่เมื่อผู้ต้องถูกจับเป็นตัวเจ้าของบ้านเอง และโดยปกติควรจะทำการ
จับแต่ในเวลากลางวัน กับต้องมีผู้ปกครองบังคับบัญชาเหนือที่รโหฐานนั้น หรือผู้แทนซึ่งเป็นนายทหาร
สัญญาบัตรร่วมเข้าไปในที่รโหฐานนั้นนั้นด้วย
ข้อ ๑๓. ห้ามมิให้จับในพระราชวัง หรือในที่ซึ่งพระมหากษัตริย์และพระมเหสี หรือผู้สำเร็จราชการ
แทนพระองค์ประทับหรืออยู่เป็นอันขาด
ข้อ ๑๔. ในการจับนั้น ผู้ซึ่งทำการจับต้องแจ้งเหตุผลแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ แล้วสั่งให้
ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของผู้จับหรือผู้ถูกจับ หรือที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยผู้จับ แต่ถ้าจำเป็นก็ให้
จับตัวไป
ข้อ ๑๕. ถ้าผู้ซึ่งจะถูกจับขัดขวาง หรือจะขัดขวางการจับหรือหลบหนี หรือพยายามจะหลบหนี
ผู้จับมีอำนาจใช้วิธีหรือความป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับผู้นั้น
ข้อ ๑๖. ผู้จับหรือผู้รับตัวผู้ถูกจับไว้ มีอำนาจค้นตัวผู้ถูกจับและยึดสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิด
อันตราย หรือที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐาน รักษาไว้ได้นานเท่าที่จำเป็นแก่กรณี

หมวด ๒
ควบคุม
ข้อ ๑๗. ในการควบคุมจะปฏิบัติต่อผู้ต้องหาเสมือนกระทำผิดมิได้
ข้อ ๑๘. ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุม ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับการเยี่ยมพอสมควร
ข้อ ๑๙. การควบคุมผู้ต้องหาไม่ว่าในกรณีใด ๆ นั้น ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมจักต้องได้รับแจ้งเหตุผล
พร้อมทั้งรายละเอียดตามสมควร ในการที่ถูกควบคุมโดยมิชักช้า
ข้อ ๒๐. ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมย่อมมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว
ข้อ ๒๑. ห้ามมิให้ใช้วิธีควบคุมเกินกว่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้ผู้ต้องหาหนีเท่านั้น
ข้อ ๒๒. ห้ามมิให้ควบคุมผู้ต้องหาไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดีในกรณีซึ่งเป็นความผิด
ลหุโทษ จะควบคุมผู้ต้องหาไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การและจะรู้ตัวว่าใคร และที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหน
เท่านั้น
ข้อ ๒๓. ห้ามมิให้ควบคุมผู้ต้องหาไว้เกินกว่า ๔๘ ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหามาถึงที่ควบคุม
แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวผู้ต้องหามาควบคุมรวมเข้าไว้ในกำหนดเวลา ๔๘ ชั่วโมงนั้นด้วย
ข้อ ๒๔. ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเพื่อทำการสอบสวน หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นจะยืดเวลาเกินกว่า
๔๘ ชั่วโมงก็ได้เท่าเหตุจำเป็น แต่มิให้เกิน ๗ วัน
ข้อ ๒๕. ถ้าเกิดความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ต้องหาไว้เกินกำหนดในข้อ ๒๔. เพื่อให้การสอบสวน
เสร็จสิ้น ให้ยื่นรายงานต่อผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ เพื่อขอให้สั่งควบคุมผู้ต้องหานั้นไว้
ข้อ ๒๖. ในกรณีความผิดอาญาที่ได้กระทำลง มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับ
ไม่เกิน ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษมีอำนาจสั่งควบคุมหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่
ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน ๑๒ วัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน ๔๘ วัน
ข้อ ๒๗. ในกรณีความผิดอาญา มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๖ เดือนแต่ไม่ถึง ๑๐ ปี หรือปรับ
เกินกว่า ๕๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษมีอำนาจสั่งควบคุมหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่
ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน ๑๒ วัน และรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน ๔๘ วัน
ข้อ ๒๘. ในกรณีความผิดอาญาที่อัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไปและมีโทษปรับหรือไม่
ก็ตาม ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษมีอำนาจสั่งควบคุมหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้งหนึ่งต้องไม่เกิน ๑๒ วัน และ
รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน ๔๘ วัน
ข้อ ๒๙. ในกรณีที่กำหนดการสั่งควบคุมหมดไป ให้ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษสั่งปล่อยผู้ต้องหา เว้นแต่
ผู้ต้องหาได้ถูกฟ้อง หรือได้มีการขอให้ควบคุมต่อไปอีก ภาย ในอำนาจของผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ
ข้อ ๓๐. คำสั่งควบคุมต้องจัดการให้เป็นไปตามนั้น และภายในขอบเขตอำนาจของผู้มีอำนาจสั่ง
ลงโทษ
ข้อ ๓๑. เมื่อมีการอ้างว่าผู้ต้องหาถูกควบคุมโดยไม่ชอบด้วยข้อบังคับนี้บุคคลเหล่านี้มีสิทธิ์ร้องต่อ
ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ ขอให้สั่งปล่อยคือ
    ก. ผู้ต้องหาเอง
    ข. สามีภริยา หรือญาติของผู้ต้องหา หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง
    ค. อัยการทหาร
    ง. ผู้ควบคุม
ข้อ ๓๒. เมื่อได้รับคำร้องตามข้อ ๓๑ ให้ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษพิจารณาโดยด่วน ถ้าเป็นที่พอใจผู้มี
อำนาจสั่งลงโทษว่าการควบคุมนั้น ไม่ชอบด้วยข้อบังคับนี้ก็ให้ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษปล่อยตัวผู้ต้องหาไปเสีย
ในทันที

หมวด ๓
ปล่อยชั่วคราว
ข้อ ๓๓. คำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราว โดยไม่ต้องมีประกัน หรือมีประกัน และหลักประกัน
ผู้ต้องหา หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ย่อมยื่นได้ต่อผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ
ข้อ ๓๔. เมื่อได้รับคำร้องให้ปล่อยชั่วคราว ให้ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษรีบสั่งโดยฟังพิจารณาโดยอาศัย
หลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ประกอบกับการวินิจฉัยคำร้องนั้น คือ
    ก. ความหนักเบาแห่งข้อหา
    ข. พยานหลักฐานมีเพียงใด
    ค. พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร
    ง. เชื่อถือผู้ร้องขอประกัน หรือหลักประกันได้เพียงใด
    จ. ผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีหรือไม่
    ฉ. ภัยอันตราย หรือความเสียหายที่จะเกิดจากการปล่อยชั่วคราวมีเพียงใดหรือไม่
    ช. ถ้ามีคำค้านของผู้จับ ผู้สอบสวน หรืออัยการทหาร แล้วแต่กรณี ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ
    พึงรับประกอบการวินิจฉัยได้
ข้อ ๓๕. ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป ถ้ามีคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว
ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษจะต้องถามผู้จับ ผู้สอบสวน หรืออัยการทหารว่าจะคัดค้านประการใดหรือไม่
ข้อ ๓๖. ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกในอัตราอย่างสูงตั้งแต่ ๑ ปีขึ้นไป ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวต้องมีประกัน
และจะมีหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้
ในคดีอย่างอื่นจะปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีประกันเลย หรือมีประกัน หรือมีประกันและหลักประกัน
ด้วยก็ได้
ข้อ ๓๗. เมื่อจะปล่อยชั่วคราว โดยไม่มีประกัน หรือมีประกัน และหลักประกันก่อนปล่อยไป
ให้ผู้ประกัน หรือผู้เป็นประกันลงลายมือชื่อในสัญญาประกันนั้น
ฯ ล ฯ
ข้อ ๔๕. การออกข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อใช้แก่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในเวลาปกติตามความ
หมายแห่งประมวลกฎหมายอาญาทหารนั้น ให้ออกไปแต่เฉพาะข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ซึ่งโดยปกติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ลงนามให้ออกใช้โดยสมควรแก่กาลสมัย
ข้อ ๔๖. ส่วนราชการ หากเห็นสมควรที่จะได้มีการตราข้อความใดขึ้นเป็นข้อบังคับตามความหมาย
แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร ไม่ว่าจะเพื่อการใด ก็ให้รายงานขึ้นมาตามลำดับ เพื่อขอให้กระทรวง
กลาโหมพิจารณาดำเนินการออกข้อบังคับกระทรวงกลาโหม เพื่อการนั้น ๆ ได้(๑)

ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๒
(ลงชื่อ) จอมพล ถ. กิตติขจร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

(๑) สมบูรณ์ จ่าภา, นาวาอากาศโท. คู่มือการปฏิบัติงานของสารวัตรทหารอากาศ พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ.๒๕๒๓.

เหตุด่วน, เหตุร้าย แง ศูนย์ควบคุมและสั่งการ พัน.สห.ทอ. โทร. 534-2117 - 9 ทอ. 2-2197 - 9
แจ้งเบาะแสแหล่งอบายมุข, ยาเสพติดให้โทษ, แหล่งการพนัน ผบ.พัน.สห.ทอ. โทร. 534-2113 โทรสาร. 523-7596
E-mail : dmbc4@ksc.th.com